ฐานที่ 2 : Hope ignited

ฐานที่ 2 : Hope ignited

“กฎหมาย” คืออะไร ?

กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ คำสั่ง หรือข้อบังคับของสังคม ซึ่งเป็นกติกาของรัฐหรือประเทศ กฎหมายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้รักษาหรือจัดการสิทธิเสรีภาพในชีวิตประจำวันของผู้คน เพื่อสร้างความสงบสุขและความเท่าเทียมในสังคม อาจเรียกได้ว่า การมีกฎหมายเป็นการจัดระเบียบสังคมอย่างหนึ่ง เนื่องจากกฎหมายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องปฏิบัติตามและเป็นสิ่งที่คงประโยชน์ให้แก่มวลชน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การทำงาน หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน


กฎหมายเชื่อมโยงและนำไปสู่ความหวังได้อย่างไร?

เมื่อกฎหมายเกิดขึ้นเพื่อบังคับใช้ในสังคม กฎหมายจึงมีวิวัฒนาการควบคู่ไปกับมนุษย์ รวมถึงสะท้อนภาพอารยธรรมและสภาพสังคมในช่วงเวลานั้น ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายยังช่วยคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และประกันสิทธิเสรีภาพให้แก่ทุกคน กฎหมายจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างทางออกจากสถานการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และเป็นช่องทางที่ทำให้คนมีความหวังและมองเห็นโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง

กฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันเกิดจากการร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาแล้วเสนอเข้าพิจารณาเป็นกฎหมาย ดังนั้น ทุก ๆ การร่างกฎหมายใหม่จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความหวังใหม่ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนไทยทุกคนมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ในทางกลับกัน กฎหมายบางฉบับก็สามารถบั่นทอนความหวังของคนในสังคมได้เช่นกัน ดังเช่น ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่…) ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการได้ยากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างร่างพระราชบัญญัติและนโยบาย

1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

กำหนดเพิ่มให้ “ชุมชน” สามารถมีส่วนร่วมดำเนินการต่าง ๆ ในกฎหมายนี้ได้ จากเดิมที่ให้สิทธิเฉพาะ “บุคคล” เท่านั้น (มาตรา 6)

  • ขยายขอบเขตของ “องค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม” ให้รวมถึง “คณะบุคคล” ที่มีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ไม่จำกัดเฉพาะ “นิติบุคคล” เท่านั้น และยังเพิ่มบทบาทของ “องค์การชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม” ให้มีตัวตนในกฎหมายนี้ (มาตรา 7)

  • เพิ่มอำนาจของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และองค์การอื่น (มาตรา 14 (4))

  • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การเอกชน และองค์การชุมชน มีอำนาจเสนอการกำหนดเขตอนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมต่อรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีมีหน้าที่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนออกประกาศ (มาตรา 43)


ตัวอย่างร่างพระราชบัญญัติที่ไม่ผ่านมติของสภา

1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการสมรส

  • บุคคลสองคนซึ่งเป็นเพศเดียวกันสามารถหมั้นและสมรสกันได้ เป็นคู่หมั้นและคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย

  • เกณฑ์การหมั้นยังคงมีเช่นเดิม แต่ไม่จำกัดว่าฝ่ายใดจะต้องเป็นฝ่ายให้ของหมั้น ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ฝ่ายชายต้องให้ของหมั้นฝ่ายหญิง

  • เกณฑ์อายุขั้นต่ำในการสมรสมีการเปลี่ยนแปลงจาก 17 ปี บริบูรณ์ เป็น 18 ปี บริบูรณ์

  • เกณฑ์เรื่องสินสมรสและการรับมรดกจากคู่สมรสยังคงเป็นเช่นเดิม

สิทธิเพิ่มเติมที่คู่สมรสทุกเพศจะได้ หากแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำเร็จ

การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการสมรสจะทำให้คู่สมรสทุกเพศมีโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการของรัฐที่เป็นของ “คู่สมรส” ได้ เช่น การรับประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 สิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 เป็นต้น และในบางกรณีที่กฎหมายใช้ถ้อยคำจำกัดเฉพาะ “สามี-ภริยา” คู่สมรสที่รับบุตรบุญธรรมก็ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์นั้นได้ เช่น สิทธิในการลดหย่อนภาษีบุตรบุญธรรมตามประมวลรัษฎากร เป็นต้น


(โดยร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้รับการยอมรับจากมติของสภาและถูกปัดตกไป)

อย่างไรก็ดี สำหรับกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับรองสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐซึ่งใช้คำว่า “สามี-ภริยา” ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงความคิดเห็นว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะทำให้ต้องไปปรับแก้ถ้อยคำในกฎหมายอื่น ๆ ด้วยในภายหลัง เพื่อรับรองสิทธิในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐแก่คู่สมรสทุกเพศอย่างเท่าเทียม

ข้อมูล :

กฎหมายส่งเสริมความหวัง

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

1.1 เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แล้วรัฐธรรมนูญส่งเสริมความหวังอย่างไร ?

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 นอกจากจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศแล้ว ยังมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ถือได้ว่า ประชาชนหลายฝ่ายมีส่วนร่วมมากที่สุด รวมทั้งข้อกฎหมายที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญยังแสดงให้เห็นถึงการคำนึงเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยมีรัฐธรรมนูญรองรับสิทธิและเสรีภาพบัญญัติไว้ในหมวด 3 ที่กำหนดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้จำนวนมาก ดังตัวอย่างเช่น มาตรา 28 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิ เสรีภาพ และขอบเขตของการใช้สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนชาวไทย ที่บัญญัติว่า

บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญที่รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้”

ตามมาตรา 28 ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ข้างต้น เป็นต้นแบบของการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐธรรมนูญฉบับถัด ๆ มา เช่น มาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 และมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญปี 2560

นอกจากนี้ จากการศึกษารายละเอียดและที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวพบว่า หลายมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต่างมีจุดเริ่มต้นมาจากความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่แนวทางที่ดีขึ้น และเมื่อเกิดความพยายามผลักดันเปลี่ยนแปลงโดยประชาชนจึงนำไปสู่ความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงในที่สุด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญในการแสดงให้เห็นว่า ความหวังนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เปรียบเสมือนรากฐานที่มีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนประเทศไปในทางที่ดีขึ้นผ่านการใช้นิตินโยบายซึ่งคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก

1.2 ที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดการตื่นตัวของภาคประชาชน อันนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตรา แม้ในตอนแรกจะเป็นเพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534 แต่ได้มีการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งในเรื่องคุณสมบัติของนายกที่ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนเกิดเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ของประเทศไทย

1.3 เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 คือ การปฏิรูปการเมือง โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

1.3.1 การขยายสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง

1.3.2 การเพิ่มการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยประชาชนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในระบอบการเมือง

1.3.3 การทำให้ระบบการเมืองมีทั้งเสถียรภาพและประสิทธิภาพ

1.4 ความสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

ประการแรก คือ การตื่นตัวของภาคประชาชนในเรื่องการเมืองทั่วประเทศ ข้อมูลจากรายงานการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ประจำจังหวัดของสภาร่างรัฐธรรมนูญพบว่า ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจำนวนมากกว่า 800,000 คน ไม่รวมในส่วนที่ภาคประชาชน องค์กรธุรกิจ และพรรคการเมืองจัดขึ้นกันเอง จำนวนประชาชนที่มีความตื่นตัวมากก่อให้เกิดการรณรงค์การชูธงเขียวให้รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญ

ประการที่สอง คือ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเกิดจากประชาชนโดยแท้จริง กล่าวคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มีการเข้าร่วมของสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่ละจังหวัด 76 คน และนักวิชาการจำนวน 23 คนในการร่างนี้ด้วย

ข้อมูล:

  • iLaw, “รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นอย่างไร ใครๆ ก็พูดถึง,” สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2564

  • นิยม รัฐอมฤต และ นรนิติ เศรษฐบุตร, “11 ตุลาคม 2540,” สืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน, 2564


ประการที่สาม ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากประการแรกและประการที่สอง คือ การเกิดการรับรองสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวอย่างเช่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรองรับไว้สามารถหยิบยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ตามมาตรา 28 วรรคสอง หรือเสรีภาพในทางวิชาการ โดยผลของมาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษา การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศิลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นผลดีแก่การค้นคว้าวิจัย เนื่องจากการให้เสรีภาพทางวิชาการเป็นการเปิดอิสระให้แก่ผู้ที่ค้นคว้าวิจัย และยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งการให้เสรีภาพทางวิชาการนี้เป็นการนำไปสู่โอกาสในการพัฒนาการเรียนรู้และศึกษาของคนในประเทศ หรือการตั้งองค์กรอิสระเป็นครั้งแรก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540

และประการสุดท้าย คือ รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความหมายของความชอบธรรม คือ การที่กฎหมายได้รับการยอมรับจากสาธารณชน ซึ่งเป็นหลักคิดอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย

จากที่กล่าวไปข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความสำคัญทั้งสามประการเป็นส่วนหนึ่งของความชอบธรรม ในปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน กล่าวคือ ประชาชนใช้สิทธิและเสียงในการเลือกผู้แทน หรือที่เรียกว่า สมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อที่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนเสียงสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป ดังนั้น กล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 มีความชอบธรรม เนื่องจากมีการบัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและต้องมาจากการเลือกแบบเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร และถึงแม้ว่าข้อบัญญัตินี้ได้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 แต่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกร่างขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ดังนั้น เมื่อข้อบัญญัตินี้ถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงทำให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์

1.5 รัฐธรรมนูญมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศในขณะนั้นอย่างไร

หลังจากที่การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย และมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 โดยมีผลตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป ก็ได้ก่อให้เกิดกฎหมายที่เรียกกันว่า “มีความประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ของประเทศไทย

เมื่อย้อนกลับไปวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จนถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่สิ้นสุดการใช้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากการรัฐประหาร จะเห็นได้ว่าเป็นเวลาเกือบ 8 ปีที่มีเรื่องราวที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นการแสดงออกซึ่งการดำรงอยู่ของระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยตามมาตรา 315 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 และการจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการตามหลักของประชาธิปไตยที่กระจายสู่ระดับท้องถิ่น

นอกจากด้านการเมืองแล้ว อีกหนึ่งความหวังที่ใกล้ตัวของสังคม คือ การพัฒนาการศึกษา โดยเริ่มจากการบัญญัติรองรับสิทธิด้านการศึกษาในรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บท เช่น การรองรับให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานขั้นต่ำ 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี พ.ศ. 2540 และการออกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 เป็นต้น

สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความหวังให้กับคนในชาติและพัฒนาประเทศโดยผ่านการส่งเสริมทางการศึกษาและส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางประชาธิปไตย นอกจากนี้ มุมของสภาพสังคม การเมืองในประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการต่างประเทศ ก็เป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเช่นกัน

1.6 สิ่งที่ทำให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ

เนื้อหาหลายประการที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีหลายประการที่ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น โดยประเด็นดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

ประการแรก คือ ข้อกำหนดที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 200 คน ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด อีกทั้งยังต้องมีการแบ่งอำนาจระหว่างวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน แม้สมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อนี้เองที่เป็นจุดแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ อย่างชัดเจน เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 ที่ให้สิทธิสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้

ประการที่สอง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ ข้อกำหนดที่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยข้อกำหนดดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พลเอกสุจินดา คราประยูร แกนนำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงขับไล่ เพราะถูกมองว่า กรณีดังกล่าวเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่ข้อกำหนดที่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้หลักการดังกล่าวจะยังคงเป็นที่ยึดถือในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มา แต่อาจกล่าวได้ว่า การที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดหลักการดังกล่าวไว้ถือเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นและใบเบิกทางเรื่องคุณสมบัติประการหนึ่งของนายกรัฐมนตรีให้แก่รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มา

ประการที่สาม คือ การกำหนดรูปแบบการเลือกตั้งเพื่อสร้างเสถียรภาพแก่รัฐบาล เนื่องจากระบบการเลือกตั้งก่อนหน้านั้นก่อให้เกิดพรรคการเมืองหลายพรรคและรัฐบาลเป็นส่วนผสมจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้การบริหารงานไม่เป็นเอกภาพ และนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลและยุบสภาในเวลาอันรวดเร็ว ฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 จึงออกข้อกำหนดที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวขึ้น นั่นก็คือ การเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล ซึ่งก่อให้เกิดการแข่งขันเชิงนโยบายมากกว่าการแข่งขันด้านอำนาจบารมีของแต่ละบุคคล

และประการสุดท้าย คือ การที่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นที่มาของการก่อตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น องค์กรอิสระดังกล่าวล้วนมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองโดยปราศจากการแทรงแซงจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ขององค์กรอิสระเปรียบเสมือนดาบสองคม เนื่องจากหากองค์กรอิสระมีความเข็มแข็งและสามารถตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์ก็จะเกิดแก่ประชาชน แต่ถ้าหากองค์กรอิสระเหล่านั้นถูกแทรกแซงและกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผลเสียย่อมตกแก่ประชาชนและนำมาซึ่งความเสียหายแก่ประเทศชาติในที่สุด

จากตัวอย่างที่ได้ยกมาประกอบการอธิบายจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มีข้อกำหนดหลายประการที่แสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงความเป็นประชาธิปไตยและการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเด่นที่ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ และนำไปสู่การเรียกขานรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด” นั่นเอง

แหล่งอ้างอิง:

2. กฎหมายอื่น ๆ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และกฎหมายลาคลอด 90 วัน ล้วนเป็นกฎหมายแม่บทอันเกิดจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ทั้งสิ้น สาเหตุที่ต้องยกกฎหมายสองฉบับนี้ เนื่องจากกฎหมายทั้งสองฉบับเกิดจากการเรียกร้องของประชาชน และเป็นกฎหมายที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ซึ่งสามารถทำให้ผู้ศึกษาเห็นภาพได้อย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและความหวังของประชาชนในปี พ.ศ. 2540 อีกทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และกฎหมายลาคลอด 90 วัน เป็นกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ ในวัยทำงาน การตระหนักถึงกฎหมายที่มีอยู่ว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับชีวิตของบุคคลผู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาสิทธิและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากการใช้กฎหมายโดยมิชอบ

2.1 เรียนฟรี 12 ปี สร้างอนาคตของชาติ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

2.1.1 ประโยชน์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 รองรับสิทธิในการให้การศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน ซึ่งส่งผลให้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ในเรื่องการให้การศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่บัญญัติไว้ว่า “การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และต่อมามาตรา 10 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ถูกหยิบยกให้นำมาใช้กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งวางหลักให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากรัฐบาลใดจะจัดการให้ศึกษาฟรีให้มากกว่านั้นก็ได้

2.1.2 การเรียกร้องในเรื่องการศึกษา

ด้วยเหตุที่การศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาสังคม แต่ความเหลื่อมล้ำกลับทำให้เด็กหลายคนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ปัจจุบันจึงมีการเรียกร้องให้ขยายเวลาเรียนฟรี จากเดิม 12 ปี เป็น 15 ปี

2.2 กฎหมายลาคลอด 90 วันที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย

สิทธิการลาคลอดเป็นมิติหนึ่งที่กดทับแรงงานหญิง ทั้งด้านสิทธิในการลาเพื่อรักษาและฟื้นฟูร่างกายจากการคลอดบุตร และสิทธิในการลาเพื่อดูแลบุตรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เดิมพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ให้สิทธิลาคลอดได้ 60 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 30 วัน แต่หลังจากการรณรงค์เปลี่ยนแปลงสิทธิลาคลอดในปี พ.ศ. 2536 ทำให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้หญิงสามารถใช้สิทธิลาคลอดได้ 90 วัน และในปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้หญิงสามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 45 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562

อย่างไรก็ตาม คนบางกลุ่มมีความเห็นว่าควรเพิ่มวันลาคลอดเป็น 180 วันตามบริบทในปัจจุบัน เนื่องจากองค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อสรุปว่าเป็นจำนวนวันที่เหมาะสม เพราะแม่ควรให้นมลูกเป็นเวลา 6 เดือน แต่สิ่งนี้ก็ยังคงเป็นเพียงข้อเรียกร้องอยู่

ข้อมูล :

กฎหมายทำลายความหวัง

1. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้ผ่านเสียงประชามติของประชาชนถึง 16 ล้านเสียง อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไม่ได้ยึดโยงกับความต้องการของคนในประเทศและแฝงไปด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ดังจะได้อธิบายดังต่อไปนี้

1.1 ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี

ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ประเทศไทยมีการเลือกนายกรัฐมนตรี และพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ดังจะได้อธิบายต่อไปนี้

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 272 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ว่า ในช่วงห้าปีแรกนับจากมีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยเสียงมากกว่า 375 เสียงของทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา 250 คน รวมกันในการเลือกนายกรัฐมนตรี

โดยในจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 250 คนนี้ มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 244 คนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสมาชิกวุมิสภา 6 คนที่เป็นเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน กลับมีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งบทบัญญัติในส่วนนี้มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่อาศัยแต่เพียงเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้การเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง

ข้อมูล :

1.2 ขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ต้องทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในมาตรา 256 ซึ่งเริ่มต้นจากขั้นตอนการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาหรือประชาชนจำนวน 50,000 คน

ในขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนของการพิจารณา ซึ่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาสามวาระ ในวาระแรก ต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภา อย่างน้อย 375 เสียง และในจำนวนนี้ต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 84 คน ในวาระที่สอง ต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภามากกว่า 375 เสียง ในวาระที่สาม ต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภามากกว่า 375 เสียง และในจำนวนนี้ต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 84 คน นอกจากนี้ยังต้องมีเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองฝ่ายค้านรวมกัน

หลังจากผ่านขั้นตอนของการพิจารณาแล้ว หากไม่มีปัญหาข้อขัดข้องในส่วนของเนื้อหาของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็เข้าสู่ขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้

จะเห็นได้ว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภาที่เเทบไม่มีความยึดโยงกับประชาชน เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เเละรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่อาศัยเพียงแต่เสียงเห็นชอบเพียงครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภารวมกัน และไม่ได้มีกำหนดว่าต้องอาศัยเสียงเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภาขั้นต่ำเป็นจำนวนเท่าไร

ด้วยเหตุนี้จึงน่าสังเกตว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นไปได้ยากและจะแก้ไขไม่ได้เลยหากการแก้ไขนั้นไม่สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกวุฒิสภาอันส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนในการทำลายความหวังในการพัฒนาประเทศของคนในสังคม ดังจะเห็นได้จากร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มาจากการเข้าชื่อกันของประชาชนตกไปในการพิจารณาวาระสาม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564 เนื่องจากได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาไม่ถึงครึ่ง โดยที่ได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาน้อยกว่าหนึ่งในสาม

ข้อมูล :


2. ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2564

แต่เดิมพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 นั้นถูกตราขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของส่วนงานราชการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ให้ทำงานอย่างสุจริตและโปร่งใสอีกด้วย

เมื่อพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผ่านการบังคับใช้มากว่า 20 ปี ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า แม้จุดประสงค์เดิมของพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมุ่งให้ความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลของส่วนงานราชการ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมา จุดประสงค์เริ่มแรกนั้นกลับค่อย ๆ ถูกมองข้ามและให้ความสำคัญน้อยลงไป จนบางครั้งการขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลของราชการที่อาจนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กลับต้องผ่านขั้นตอนและกระบวนการมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล หรือหากประชาชนเกิดข้อสงสัยในการทำงานของหน่วยงานราชการว่าได้ทำงานตามกระบวนการอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่ หรือมีการทุจริตเกิดขึ้นในการทำงานของหน่วยงานเหล่านั้นหรือไม่ การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นกลับทำได้ยาก

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ซึ่งเนื้อหาที่ได้ถูกเปิดเผยทำให้เกิดข้อถกเถียงกันเป็นวงกว้าง โดยประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากเนื้อหาที่แก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาในร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฉบับใหม่นี้กลับเป็นการกำหนดขอบเขตในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการให้อยู่ในวงแคบและมีข้อจำกัดต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มีจุดประสงค์มุ่งที่จะ “ปกปิด” ข้อมูล มากกว่าการที่จะ “เปิดเผย” ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้สามารถค้นคว้าและเข้าถึงได้ดังเจตนารมณ์เดิมของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมให้สามารถเข้าถึงได้ยากขึ้น อีกทั้งยังมีระวางโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนไว้อีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการที่ผ่านมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้มีประจุดสงค์ที่ขัดกับเจตนารมณ์เดิมในร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งเน้นสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลของราชการหลายประการและส่งผลกระทบต่อประชาชนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ข้อมูลต่าง ๆ ของทางราชการควรที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย กลับจะถูกจำกัดการเข้าถึงโดยร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ อันจะทำให้เกิดความไม่โปร่งใสต่อการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานราชการ และอาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนที่ต้องการนำข้อมูลของราชการเหล่านี้ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปนั้นทำได้ยากมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2564 จะได้เป็นกฎหมายหรือไม่ ยังต้องรอการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษของผู้ที่ได้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเมื่อพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลหนึ่งนั้น

  • เหตุใดจึงถูกจัดให้อยู่ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ?

  • เหตุใดโทษของความผิดตามมาตรา 112 ถึงมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ในขณะที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปซึ่งมีลักษณะของการกระทำคล้ายคลึงกัน กลับมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ?

ก่อนที่จะเริ่มพิจารณาเพื่อหาคำตอบให้กับข้อสงสัยในประเด็นแรกก็ต้องย้อนกลับมาดูระบอบการปกครองของประเทศไทยเสียก่อนว่า ปัจจุบันใช้ระบอบการปกครองใด ซึ่งราชอาณาจักรไทยหรือประเทศไทยที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยที่องค์พระมหากษัตริย์มิได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารปกครองบ้านเมืองแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงองค์ประมุขในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งใด ๆ และทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ดังนั้น ในการบริหารปกครองประเทศ จึงเป็นหน้าที่ของ

  • คณะรัฐมนตรี (ฝ่ายบริหาร)

  • ศาล (ฝ่ายตุลาการ)

  • รัฐสภา (ฝ่ายนิติบัญญัติ)

เสมือนว่าองค์พระมหากษัตริย์ได้ใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคนผ่านทั้งสามองค์กรนี้ในการปกครองและพัฒนาประเทศ

เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้แล้วก็จะเห็นได้ว่า รัฐในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิได้หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด เพราะ ถ้าองค์พระมหากษัตริย์จะทรงดำรงสถานะเป็นรัฐได้นั้น จะต้องนำความคิดตามระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาพิจารณา จึงจะถูกต้อง

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในประเด็นแรกที่เกิดข้อสงสัยในตำแหน่งของบทบัญญัติมาตรา 112 นั้นว่าถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่มาตรา 112 นี้ควรจะบรรจุอยู่ในฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ หรือราชอาณาจักรไทย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นแล้วพบว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลหนึ่งนั้น ก็น่าจะส่งผลกระทบต่อบุคคลผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจส่งผลใด ๆ ต่อความมั่นคงของรัฐได้ ดังเช่น ความผิดฐานก่อการร้าย หรือความผิดฐานก่อกบฏ

แต่ถ้าหากได้พิจารณาบริบทตามความเป็นจริงในสังคมไทยแล้วจะพบว่า องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะมาช้านาน เปรียบดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อีกทั้งยังเป็นที่รักใคร่ของปวงชนชาวไทยจำนวนมาก ดังนั้น การที่มาตรา 112 จะถูกบัญญัติไว้ในลักษณะความผิดอันส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกไป เพราะการที่คนหนึ่งคนใดจะไปลบหลู่ดูหมิ่นบุคคลผู้ซึ่งเป็นที่เคารพของคนจำนวนมากย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจ อันนำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้อย่างแน่นอน

แม้ประเด็นแรกจะยังคงหาข้อสรุปให้กับทุกฝ่ายไม่ได้ แต่ประเด็นข้อสงสัยในเรื่องของโทษของมาตรา 112 ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน กล่าวคือ เมื่อกฎหมายอาญามาตรา 112 ยังคงบรรจุอยู่ในความผิดที่ส่งผลต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร อัตราโทษจึงสูงมาก เพราะความผิดต่าง ๆ ที่ได้ถูกบัญญัติไว้ว่าส่งผลต่อความมั่นคงเหล่านั้น เมื่อได้กระทำลงแล้ว ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบต่อบุคคลเดียว แต่กลับมีผลกระทบเป็นวงกว้างอันส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐได้ ฉะนั้น การหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ รวมทั้งผู้ที่อยู่ในองค์ประกอบความผิดในมาตรา 112 ซึ่งนับว่าเป็นบุคคลสำคัญแล้วนั้น จะให้พิจารณาลงโทษเท่ากับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นบุคคลทั่วไป ตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็เห็นจะไม่สมควรที่จะให้โทษเหมือนกันได้

อย่างไรก็ดี ระวางโทษดูจะสูงเกินไปหรือไม่ ก็ต้องมาพิจารณาในรายละเอียดของมาตรา 112 ต่อไปว่า ทุกคนที่กระทำความผิดตามมาตรานี้จะต้องถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี เลยหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละกรณีไป เพราะในมาตรา 112 ได้ระบุเป็นระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเป็นจำนวนปีที่จะลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อเปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลยพินิจพิจารณาโทษ โดยผู้กระทำความผิดอาจถูกลงโทษได้สูงสุดถึง 15 ปี หรือหากข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลว่า ความผิดที่กระทำไม่ร้ายแรงมากก็อาจถูกลงโทษน้อยที่สุดตามที่กฎหมายกำหนด 3 ปี ซึ่งทำให้เกิดข้อโต้เถียงว่า ระยะเวลา 3 ปี สำหรับการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นเป็นโทษที่รุนแรงและยาวนานเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับโทษฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป ที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ฉะนั้น ปัญหาของมาตรา 112 จึงมิใช่เพียงโทษสูงสุดที่มากถึง 15 ปีเท่านั้น เพราะประเด็นที่ควรให้ความสนใจเช่นเดียวกันนั้นก็คือ อัตราโทษต่ำสุดของมาตรา 112 ที่แม้จะเป็นโทษที่เบาที่สุดแล้ว ก็ยังคงลงโทษจำคุกสูงถึง 3 ปี

ทั้งนี้ เมื่อได้พิจารณาประวัติความเป็นมาของ มาตรา 112 จะพบว่า แต่เดิมอัตราโทษของมาตรา 112 ไม่ได้สูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยที่อัตราโทษตามแบบปัจจุบันเป็นผลมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ .2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในขณะนั้นได้มีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มโทษของมาตรา 112 จากเดิมที่กฎหมายให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี โดยไม่มีการระบุอัตราโทษขั้นต่ำเอาไว้ กลายเป็นระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่า โทษของมาตรา 112 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายโดยคณะปฏิรูปการปกครองนั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะการที่กฎหมายมิได้กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจในการกำหนดโทษได้ตามสมควร เหมาะสม และมีความได้สัดส่วนกับความผิดที่ได้กระทำลงมากที่สุด เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในทางตรงกันข้ามกับโทษของมาตรา 112 หลังการแก้ไขเพิ่มโทษที่ระวางโทษจำคุก 3 ถึง 15 ปี ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน กลับเป็นอัตราโทษที่นอกจากจะสูงขึ้นแล้ว ยังมีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้สูงถึง 3 ปีอีกด้วย จึงเป็นที่น่ากังวลว่า โทษที่ลงกับผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 112 ในปัจจุบันนี้ มีความสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่ เมื่อตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิ เสรี ภาพตามระบอบประชาธิปไตย

การที่ได้พิจารณาเรื่องโทษของมาตรา 112 ว่าสูงเกินไปหรือไม่นั้น เนื่องจากในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ได้มีการยกเอามาตรา 112 มาฟ้องร้องกันเป็นจำนวนมาก และหลาย ๆ คนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 ล้วนต้องเสียเวลา และเงินไปไม่น้อยในการสู้คดี เพราะด้วยความที่มาตรา 112 ไม่ได้กำหนดเอาไว้ว่าใครมีอำนาจฟ้องร้องได้บ้าง จึงเป็นเหตุให้สถานการณ์ความเห็นต่างทางการเมืองในปัจจุบันจะมีการนำเอามาตรา 112 นี้มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองกันเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะกลั่นแกล้ง หรือปิดปากไม่ให้ฝ่ายที่คิดเห็นต่างจากตนเอง แสดงออกทางความคิดได้อีกต่อไป

มาตรา 112 นี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อย่างสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมได้พิจารณาองค์ประกอบความผิดอย่างถ้วนถี่ก่อนที่จะส่งฟ้องศาลจนเกิดเป็นคดีความขึ้นได้ โดยสามารถเปรียบการมีอยู่ของมาตรา 112 ในสถานการณ์ทางการเมือง ณ ปัจจุบันนี้ เหมือนกับว่า ทุกคนมีอาวุธร้ายแรงมากอยู่กับตัว พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อที่พบคนเห็นต่างไปจากตนเอง

เมื่อคนได้เห็นถึงปัญหาของการบังคับใช้มาตรา 112 มากขึ้นก็เกิดความคิดเห็นแตกต่างกันมากมาย บ้างก็ว่าควรที่จะได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาตรานี้เสียที บ้างก็มีความคิดว่าควรที่จะยกเลิกมาตรา 112 เสีย หรือแม้กระทั่งความคิดเห็นที่ว่าควรที่จะให้มีมาตรา 112 อยู่ตามเดิม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ได้เห็นจากสื่อต่าง ๆ ว่ามีการดำเนินคดีตามมาตรา 112 มากขึ้นทุกวัน โดยความคิดเห็นทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น สามารถสรุปออกมาได้ ดังนี้

  • กลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นว่า ควร “แก้ไข” มาตรา 112

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ กฎหมายอาญามาตรา 112 เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถฟ้องร้องกันได้ รวมถึงโทษที่ดูจะสูงเกินไปสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการเสนอทางออกว่าควรที่จะแก้ไข โดยกำหนดเพิ่มเติมไว้ว่า อำนาจในการฟ้องร้อง ควรจะให้เป็นอำนาจของสำนักพระราชวังแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ เพราะเมื่อมีการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นแล้ว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งใด ๆ ย่อมไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากการดูหมิ่นเหล่านั้น แต่ผู้ที่จะคอยพิจารณาว่า การดูหมิ่นใดที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อองค์พระประมุขหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของสำนักพระราชวังโดยตรงที่มีอำนาจฟ้องร้องผู้กระทำการลบหลู่ดูหมิ่นเหล่านั้นได้ อีกทั้งยังเสริมว่าควรที่จะลดระวางโทษจำคุกให้น้อยลงจากเดิมเพื่อความได้สัดส่วน และความสมเหตุสมผลสำหรับการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทอีกด้วย

  • กลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นว่า ควร “ยกเลิก” มาตรา 112

กลุ่มผู้ที่เห็นควรยกเลิกมาตรา 112 มีมูลเหตุปัจจัยคล้ายคลึงกับผู้ที่ต้องการแก้ไขมาตรา 112 กล่าวคือ การได้พบเห็นปัญหาที่มาตรา 112 ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งผู้ที่มีความคิดต่างจากตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ว่าใครก็ฟ้องร้องกันได้ ประกอบกับอัตราโทษที่สูงแล้ว จึงคิดหาทางออกของปัญหานี้ได้ว่าควรที่จะยกเลิกความผิดและโทษตามมาตรา 112 นี้ออกไปจากประมวลกฎหมายอาญา เหลือไว้เพียงแต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาก็เพียงพอแล้ว สำหรับการนำมาใช้บังคับหรือเอาผิด โดยที่กลุ่มคนที่เห็นว่าควรยกเลิกมาตรา 112 นี้มีมุมมองว่า เมื่อเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทเหมือนกันแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จำต้องมีกฎหมายที่มีอัตราโทษสูงไว้ใช้อีกต่อไป เพราะมีแต่จะส่งผลเสียต่อผู้กระทำความผิดเหล่านั้นมากเกินควร รวมทั้งโทษที่ได้ลงไปนั้น เห็นจะมากเกินไปจนไม่สมเหตุสมผลกับความผิดที่ได้กระทำลง

ความคิดเห็นที่จะยกเลิกมาตรา 112 นั้น บ้างก็มีความเห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะมาตรา 112 ที่ควรยกเลิก แต่ควรยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาททั้งบุคคลธรรมดา และหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกเสียทั้งหมด โดยไม่ต้องรับโทษในทางอาญาอีกต่อไปให้ไปรับผิดทางแพ่งแทน ด้วยมุมมองที่ว่าประชาชนดูหมิ่นกันก็เกิดความเสียหายเฉพาะที่ผู้ถูกดูหมิ่น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมที่รัฐจะต้องเข้ามาจัดการ ดังเช่นแนวคิดอย่างกระบวนการทางกฎหมายอาญา ฉะนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำโทษทางอาญามาบังคับใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาท เพียงแต่ให้เป็นจ่ายค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งก็พอ โดยในรายละเอียดก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะพิจารณาแต่ละคดีอย่างไรตามข้อเท็จจริงและความเหมาะสม

  • กลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นว่า ควร “ มี ” มาตรา 112 ตามเดิม

กลุ่มที่มีความคิดว่าควรให้มีมาตรา 112 อยู่ตามเดิม มีความเห็นแย้งในประเด็นที่ผู้ที่ต้องการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 โดยมีหลักสำคัญที่ว่า “การยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ในสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายไหน เพราะมีแต่ที่จะยิ่งทวีความรุนแรงให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น” โดยสามารถขยายความเพิ่มเติมได้ว่า แท้จริงแล้วกลุ่มคนส่วนหนึ่งที่เห็นว่าควรให้มีมาตรา 112 อยู่ต่อไป ก็ไม่ได้หมายความว่า คนเหล่านี้ไม่ได้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้มาตรา 112 ที่เกิดขึ้นอยู่ เพียงแต่เห็นได้ว่า การที่จะทำการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ที่มีความเกี่ยวข้องถึงองค์พระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของผู้คนจำนวนมากในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ยิ่งไปกว่านั้น อาจจะมีโทษที่จะทำให้สถานการณ์ความรุนแรงของผู้ที่มีความเห็นต่างทางความคิดที่เป็นอยู่ขณะนี้ ย่อมจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายแล้วเกิดเป็นการจราจล และนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารวนซ้ำเดิมเช่นเดียวกันกับที่เป็นมาในอดีต ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์เลย

กลุ่มผู้ที่สนับสนุนให้มีมาตรา 112 อยู่ จึงได้มีการเสนอแนวคิดประกอบกับการมีอยู่ของมาตรา 112 ต่อไปว่า ในเมื่อไม่ควรที่จะยกเลิกหรือแก้ไขใดในมาตรา 112 ในสถานการณ์ตอนนี้ จึงควรหาวิธีที่ว่าจะทำอย่างไรให้การบังคับใช้มาตรา 112 นี้มีเสถียรภาพ และมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น โดยมีการเสนอให้ทุกฝ่ายมาร่วมปรึกษากันเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาคัดกรองก่อนที่จะเข้าสู่ชั้นพนักงานสอบสวน และอัยการส่งฟ้องต่อศาล โดยคณะกรรมชุดนี้ควรที่จะมีอาจารย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยคัดกรองและพูดคุยกับเหล่าผู้กระทำความผิด ซึ่งแน่นอนว่า สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ ผู้ที่โดนฟ้องร้องในความผิดตามมาตรา 112 ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนักศึกษา รวมถึงเยาวชน ดังนั้น การที่มีคณะกรรมที่มีอาจารย์หรือผู้ที่สามารถพูดคุยทำความเข้าใจในประเด็นมาตรา 112 นี้ได้ อาจจะสามารถสร้างความเข้าใจในสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางคิดเห็นอย่างมีวุฒิภาวะ และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายได้ ซึ่งทางกลุ่มผู้สนับสนุน มาตรา 112 เห็นว่าจะช่วยลดจำนวนผู้กระทำความผิดในมาตรา 112 ลงได้ ส่วนที่ยังคงเข้าองค์ประกอบความผิดอยู่ก็ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาลงโทษตามระวางโทษได้ตามความเหมาะสมดังที่มาตรา 112 ได้ระบุไว้ตามเดิม

จากความคิดเห็นของกลุ่มคนที่มีต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นี้จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเห็นที่ต่างจากความคิดเห็นของตัวเองจะเป็นความคิดเห็นที่ผิดเสมอไป ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบของกฎหมายแล้วนั้น ประชาชนคนไทยควรที่จะหันมารับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันให้มากขึ้น มองถึงข้อดี ข้อเสีย และพยายามผสานเอาข้อดีของความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาสังคมของเราให้ดียิ่งขึ้น เพราะมนุษย์เราไม่ได้เกิดมามีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวในสังคม เราจะต้องอยู่ร่วมกันกับคนอีกมากมาย ดังนั้น การนำเอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อที่จะเอาความคิดของตนเป็นหลักย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้เกิดขึ้นในสังคมเราเหมือนกับประเด็นมาตรา 112 ที่เกิดขึ้นอยู่นี้

ข้อมูล :