ฐานที่ 3 : Hopeless but hoping

ฐานที่ 3 : Hopeless but hoping

การมีความหวัง คือ การต้องการผลลัพธ์ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เพียงแต่สามารถช่วยให้ก้าวข้ามความยากลำบากไป แต่มันยังสามารถพัฒนาชีวิตของเราได้ เพราะการจินตนาการถึงภาพแห่งอนาคตที่ดีกว่าสามารถกระตุ้นให้บุคคลทำตามเส้นทางเพื่อทำให้ความประสงค์นั้นเกิดขึ้น

ไม่ว่าเราจะนึกถึงมันหรือไม่ ความหวังก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต มันเป็นความจริงที่ปฏิเสธได้ยากว่า ทุกคนมักจะหวังอะไรบางอย่าง นั่นเพราะความหวังเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงอยู่ของมนุษย์

ด้วยสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความคาดหวังของผู้คนในหลาย ๆ ด้านก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังต่อประชาธิปไตย คุณภาพชีวิตที่ดี หรือความเท่าเทียม ทุกคนล้วนอยากให้สังคมหลุดพ้นจากปัญหาและพัฒนาต่อไปได้

ประชาธิปไตยเต็มใบ

คำว่า “ประชาธิปไตย” ที่เข้าใจกันโดยทั่วไปในบริบทสากลคือระบอบการปกครองที่มีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย บุคคลทุกคนมีสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังเป็นสังคมที่พร้อมรับฟังและเปิดรับความเห็นที่แตกต่างอย่างแท้จริง

สิ่งสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความหวังอันจะเห็นสังคมไทยเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตยเต็มใบอย่างแท้จริง คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองและแก้ไขหรือปรับใช้กฎหมาย กล่าวคือ หากกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ยุติธรรม และการทำงานของรัฐมีความชอบธรรม โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ การที่จะเปลี่ยนสังคมของเราให้เป็นดั่งหวังนั้นก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

คุณภาพชีวิต

แม้ว่าสิทธิในชีวิตและเนื้อตัวร่างกายเป็นสิทธิที่กฎหมายได้รับรองให้กับบุคคลทุกคน แต่ก็มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ไม่อาจใช้สิทธินั้นได้อย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น

  • ผู้พิการ คือ ผู้ที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ดังนั้น กฎหมายควรส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป เช่น สิทธิที่จะได้รับอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต สิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตแก่ผู้พิการ เป็นต้น

  • ผู้ป่วยที่ทรมานจากโรคที่ไม่อาจรักษาได้ ปัจจุบันกฎหมายอนุญาตเพียงให้บุคคลสามารถแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าว่า ขอใช้สิทธิตายตามธรรมชาติได้ในวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ยังไม่อนุญาตให้ทำการการุณยฆาตซึ่งเป็นการเร่งการเสียชีวิตเพื่อให้พ้นจากความเจ็บปวดทรมาน

ความเท่าเทียม

ความเท่าเทียมในสังคมนั้นควรเกิดขึ้นในทุก ๆ ด้าน รวมถึงด้านเพศและด้านอาชีพ ซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากพอ

ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในด้านเพศ กรณีการสมรสเท่าเทียม และร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตที่ลิดรอนบางสิทธิที่กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศควรได้รับเมื่อสมรสกัน เช่น สิทธิการรับสวัสดิการกรณีที่คู่สมรสอีกฝ่ายเป็นข้าราชการ และสิทธิในการขอสัญชาติไทยให้คู่ชีวิต LGBTQ+ ที่ควรมีสิทธิเท่ากับคู่รักชายหญิง

และในด้านอาชีพ ทุกอาชีพควรได้รับการคุ้มครองและสวัสดิการจากรัฐ ทว่าหลายอาชีพกลับยังไม่ได้รับสวัสดิการอย่างเพียงพอ และบางอาชีพก็ยังไม่ถูกรับรองทางกฎหมายในปัจจุบัน เช่น กลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ (Sex Worker) ที่ต้องเผชิญอุปสรรคทั้งในเรื่องการค้าแรงงานทางเพศในตลาดมืดที่ตรวจสอบได้ยาก อันตรายต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ และการเสียภาษีเงินได้

How to ขยับประเทศผ่านการเมือง กฎหมาย และสังคม

การจะทำให้ความคาดหวังต่าง ๆ ของผู้คนเป็นจริงได้ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ภาคส่วนไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง กฎหมาย หรือสังคม เพราะทุกด้านมีอิทธิพลต่อกันและกัน การเมืองมีผลต่อการออกกฎหมายและการดำรงชีวิตของคนในสังคม กฎหมายเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองควบคุมสังคม ส่วนสังคมเป็นผู้สร้างและดำรงไว้ซึ่งการเมืองและกฎหมาย

ขยับที่ 1 : โครงสร้างทางการเมืองส่งผลกระทบต่อคนทุกชนชั้น ดังคำกล่าวที่ว่า “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” ดังนั้น ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการใช้ชีวิตของบุคคลหนึ่งล้วนเป็นผลของระบอบการเมืองการปกครองทั้งสิ้น หากโครงสร้างทางการเมืองดี ผู้คนในสังคมจะเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ในทางกลับกัน หากโครงสร้างทางการเมืองแย่ก็จะเกิดความสูญเสียและความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การรัฐประหาร การคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นต้น การจะวางรากฐานทางการเมืองให้ดีจึงจำต้องป้องกันปัญหาเหล่านี้ให้ได้

อย่างไรก็ดี มีอยู่ปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาเรื้อรังและเป็นอุปสรรคต่อการวางรากฐานที่เข้มแข็งให้โครงสร้างทางการเมืองของประเทศไทยมาช้านาน คือ การรัฐประหาร ซึ่งหมายถึงการใช้กำลังทางการทหารเปลี่ยนแปลงผู้นำฝ่ายบริหารและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ก่อการรัฐประหารนั้น อันเป็นการได้อำนาจปกครองมาโดยมิชอบ ในทางสากล การกระทำนี้ทั้งขัดต่อแนวคิดประชาธิปไตยและถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับประเทศไทยแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อใดที่การทำรัฐประหารสำเร็จก็มักจะตามมาด้วยการออกแบบกฎหมายยกเว้นความรับผิดให้แก่การทำรัฐประหารเสมอ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ของประเทศไทยที่สร้างผลนิรโทษกรรมความผิดให้แก่การทำรัฐประหารในทุก ๆ ครั้ง เช่น

● มาตรา 21 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 9 ซึ่งได้ประกาศใช้หลังจากเกิดการปฏิวัติยึดอำนาจตัวเองของจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยมาตรา 21 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 นี้เป็นบทกฎหมายแรกในรัฐธรรมนูญไทยที่สร้างผลนิรโทษกรรมให้แก่การกระทำของคณะปฏิวัติซึ่งเป็นคณะรัฐประหารในครั้งนั้นด้วยการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญให้ประกาศและคำสั่ง ตลอดไปจนถึงการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่วันที่มีการทำรัฐประหารจนถึงวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

● มาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือการรัฐประหารครั้งที่ 13 ของประวัติศาสตร์ไทยซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีมาตรา 279 แห่งบทเฉพาะกาลทำหน้าที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ตั้งแต่วันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง โดยครอบคลุมไปจนถึงการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วยดังที่ปรากฏในวรรคหนึ่งของมาตรานี้ อีกทั้งยังรับรองความต่อเนื่องของผลนิรโทษกรรมให้แก่การกระทำของคณะรัฐประหารทั้งปวงที่ได้ถูกรับรองความชอบด้วยกฎหมายไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า และการกระทำที่เกี่ยว เนื่องกับการกระทำของคณะรัฐประหารทั้งปวง ดังที่ปรากฏในวรรคสองของมาตรานี้ด้วย

ฉะนั้น การจะหยุดวัฏจักรของการรัฐประหารให้ได้จึงต้องยกเลิกบทบัญญัติทุกมาตราที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและแนวคิดของสังคมประชาธิปไตยเสียก่อน โดยนอกจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้แล้ว การออกแบบระบบการเลือกตั้งให้ยุติธรรม เท่าเทียม และโปร่งใสก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ ระบบการเลือกตั้งควรมีความรัดกุม ปราศจากการแทรกแซงทางอำนาจ เพื่อที่ผลการเลือกตั้งจะได้สามารถสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงตามวิถีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในประเทศ

ขยับที่ 2 : เนื่องจากกฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการควบคุมสังคม กฎหมายจึงต้องถูกออกแบบอย่างรอบคอบเพื่อรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อย ตลอดจนสอดรับกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยน กฎหมายก็ควรจะต้องเปลี่ยนตามให้เหมาะสม และเพื่อการนั้น ประชาชนจึงสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ในหลาย ๆ วิธี เช่น การใช้สิทธิเสนอร่างกฎหมายโดยตรง การใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปในรัฐสภาเพื่อเสนอร่างกฎหมายแทนตน เป็นต้น

ปัจจุบันยังมีกฎหมายมากมายที่ไม่ถูกแก้ไขหรือเพิ่มเติมให้สอดรับกับบริบทสังคม และยังมีกฎหมายอีกมากมายที่ยังไม่ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อตอบรับความคาดหวังของสังคมที่มากขึ้น ในฐานะพลเมืองภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย การสร้างความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายอาจทำอย่างเป็นรูปธรรมได้หลายทาง เช่น การใช้เสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 44 เพื่อรณรงค์หรือประท้วง การใช้สิทธิเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​ 2560 มาตรา 133 (3) หรือการใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้สานต่อเจตนารมณ์และเสนอร่างกฎหมายแทนตนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 133 (2)

ขยับที่ 3 : ไม่ว่าอย่างไร การสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองและกฎหมายต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้คนในสังคม เพราะไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ เผชิญเองหรือเห็นผู้อื่นประสบ เมื่อตัดสินใจอยู่ร่วมกันเป็นสังคมแล้ว ทุกคนต่างก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบในสังคมร่วมกัน โดยการสร้างความร่วมมือในสังคมเช่นว่านี้อาจเริ่มที่การสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง การพยายามทำความเข้าใจให้ได้ว่า ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาคืออะไร จากนั้นก็พากันปลุกจิตสำนึกของผู้คนในสังคมต่อให้เป็นวงกว้าง แล้วจึงชักชวนกันใช้สิทธิและความสามารถที่ตนมีช่วยกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาต่อยอดเพื่อกำหนดทิศทางให้กับสังคมที่ตนเองอยู่ต่อไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเพื่อส่งเสริมให้ประเทศมีความมั่นคง มีความเจริญก้าวหน้า และมีภูมิคุ้มกันมากพอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ที่อาจประสบในอนาคตได้

“ความหวัง คือ ผลลัพธ์จากการลงแรงเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคม”

Exclusive โจชัว หว่อง